Carrot

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แนวปะการังแคริบเบียน อาจหายเกลี้ยงใน 20 ปี


แนวปะการังแคริบเบียน อาจหายเกลี้ยงใน 20 ปี


ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=5972


    -   สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ร่วมมือกับองค์การเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ศึกษาสภาพของแนวปะการังในแถบทะเลแคริบเบียน ที่ถือเป็นแหล่งปะการังสำคัญคิดเป็นสัดส่วนถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ของแนวปะการังโลกทั้งหมด และนักวิชาการด้านชีววิทยายึดถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลก พบว่า แนวปะการังจำนวนมหาศาลในท้องทะเลแถบนี้หลงเหลืออยู่เพียงแต่ 1 ใน 6 ของปริมาณที่เคยมีอยู่เดิม และอาจหายไปจนหมดภายในระยะเวลาเพียง 20 ปี หากยังไม่ดำเนินการแก้ไข

         -    ผลการศึกษาดังกล่าวนี้ระบุว่า แนวปะการังแคริบเบียนเสียหายอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่การทำประมงเกินขอบเขต, การท่องเที่ยว, มลภาวะ เรื่อยไปจนถึงภาวะโลกร้อน ทำให้ในช่วงระยะเวลาเพียง 40 ปีที่ผ่านมา แนวปะการังในพื้นที่ดังกล่าวนี้มากถึง 50 แนวถูกทำลายไปจนหมด และถ้าหากยังคงปล่อยให้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปโดยปราศจากการแก้ไข แนวปะการังทั้งหมดของแคริบเบียนจะหายไปภายในเวลาอีก 20 ปีข้างหน้า

         -   คาร์ล กุสตาฟ ลุนดิน หัวหน้าโครงการเพื่ออนุรักษ์ขั้วโลกและทะเลโลกของไอยูซีเอ็น บอกว่าระดับความเร็วของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังแคริบเบียนนั้นน่าตกใจมาก เหตุปัจจัยนั้นมีหลายทางด้วยกัน อย่างเช่นภาวะโลกร้อน ทำให้สภาพของท้องทะเลเป็นกรดมากขึ้น ทำให้เกิดการตายของแนวปะการังลามเป็นแถบที่เรียกกันว่า ปะการังฟอกขาว ถูกยึดถือกันมาเป็นเวลานานว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แนวปะการังเสียหาย แต่ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้แนวปะการังตายลงอย่างรวดเร็วมากจนถึงขณะนี้ก็คือ การหายไปของปลาปากนกแก้วและหอยเม่นต่างหาก

        -   ปลาปากนกแก้ว กับ หอยเม่น ได้ชื่อว่าเป็น "นักเก็บกวาด" ของท้องทะเลแถบนี้ ด้วยการเล็มสาหร่ายกินเป็นอาหาร เมื่อจำนวนปลาปากนกแก้วและหอยเม่นลดลง สาหร่ายจะลามปกคลุมแนวปะการังอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นการ "หายใจ" ของปะการังจนตายลงในที่สุด ทีมวิจัยพบว่าในปี 1983 เกิดโรคระบาดบางอย่างที่ทำให้หอยเม่นส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นตายลง ต่อมาการทำประมงแบบเกินขีดจำกัด (โอเวอร์ฟิชชิ่ง) ตลอดศตวรรษที่ 20 ทั้งศตวรรษ ทำให้ประชากรปลาปากนกแก้วในบริเวณดังกล่าวเหลือน้อยเต็มที บางแห่งถึงกับเกือบสูญพันธุ์เลยทีเดียว

        "การขาดหายไปของสัตว์ทั้งสองชนิด ทำลายสมดุลที่ละเอียดอ่อนอย่างมากของระบบนิเวศแนวปะการังตามธรรมชาติไป จนกระทั่งสมมติว่าภาวะโลกร้อนยุติลงทันทีในตอนนี้ แนวปะการังก็จะยังคงลดลงอย่างรวดเร็วอยู่ต่อไป" รายงานดังกล่าวระบุ

       -   แต่ลุนดินบอกว่า ยังพอมีเวลาหลงเหลือให้หาทางยับยั้งความเสียหายของแนวปะการังดังกล่าว แต่ต้องเริ่มทำอย่างหนักแน่นมั่นคงตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เวลาแนวปะการังฟื้่นฟู ตั้งแต่กำจัดการทำประมงเกินขอบเขต การป้องกันไม่ให้ชาวประมงเข้าไปทำประมงใกล้แนวปะการังมากเกินไป จัดโซนนิ่งเพื่อสกัดกั้นการก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ตท่องเที่ยวไม่ให้เข้าไปใกล้แนวชายฝั่ง และจัดการบำบัดน้ำเสียจากที่พักนักท่องเที่ยวดังกล่าวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ออกกฎหมายห้ามการจับปลาปากนกแก้ว เป็นต้น


ที่สำคัญก็คือ มาตรการทั้งหมดนี้ 38 ประเทศในพื้นที่แคริบเบียนต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้

ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=5972

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มลพิษทางอากาศ ภัยใกล้ตัวที่มองไม่เห็น

รู้ไหม? ว่าคนเราขาดอากาศหายใจเพียงแค่ 3 นาที ก็อาจทำให้เราตายได้ !


ที่มา : http://www.changemakers.com/th/incubase/blog/air-pollution


         เราหายใจสูดอากาศเข้าออกประมาณ 20,000 ครั้งต่อวัน เท่ากับว่ามีอากาศเข้าปอดถึง 12,000 ลิตรต่อวัน หรือ 3,000 แกลลอน ทีเดียว คนทั่วโลกตายหรือเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากมลพิษทางอากาศปีละถึง 2,400,000 คน 

สำหรับคนไทย มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 5,866,000,000 บาทต่อปี   ปี 2551 กรมควบคุมมลพิษได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เทียบสัดส่วนได้ถึง 67% ของการร้องเรียนเรื่องมลพิษอื่นๆ

        คนกรุงเทพฯ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยคนละ 7.3 ตันต่อปี ในขณะที่คนนิวยอร์กปล่อย 7.1 ตันต่อปี และคนลอนดอน 6.9 ตันต่อปี การจราจรเป็นต้นเหตุการปล่อยคาร์บอนของคนกรุงเทพฯ ถึง 40%   โรคระบบทางเดินหายใจเป็นสาเหตุการป่วยไข้อันดับที่ 1 ของประเทศไทย พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจถึง 44%

         ฟอร์มาลดีไฮด์ (สารที่เกิดจากการเผาไหม้และอาจทำให้เป็นมะเร็ง) ริมถนนหลายสายในกรุงเทพฯ มีค่าสูงเกินมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า และสูงกว่าในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น และเมืองออนแทริโอ ประเทศแคนาดา 3-5 เท่า สารระเหยเบนซินที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าคนไม่ควรจะสูดดมเข้าไปในร่างกายเลย จึงไม่อาจกำหนดค่าที่ปลอดภัยได้ แต่ริมถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ กลับวัดได้สูงถึง 5.2 ไมโครกรัม/ลบ.ม. จำนวนรถจดทะเบียนตามกฎหมายถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล 5,851,000 คัน และรถสาธารณะ 148,808 คัน รวมเฉพาะรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ มีถึง 5,999,808 คัน

การป้องกันและแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ

1. ลดสารภาวะมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด โดยการเปลี่ยนแปลงคุณภาพเชื้อเพลิง ใช้เครื่องยนต์ที่มีมลพิษน้อย ปรับปรุงกระบวนการผลิต และลดมลพิษจากยานพาหนะ

2. เข้มงวดกับมาตรการลดผลกระทบด้านภาวะมลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรม โดยตรวจสอบการปล่อยมลสารต่างๆ จากภาคอุตสาหกรรมให้อยู่ในระดับมาตรฐาน และให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับภาวะมลพิษทางอากาศจากโรงงาน

3. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีการเกษตร โดยนำวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรมาใช้เป็นพลังงานเพื่อลดการเผาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรในที่โล่ง

4. ปรับปรุงระบบการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนให้มีการบริหารจัดการแบบครบวงจร ถูกหลักวิชาการ เพื่อลดการเผาขยะในที่โล่ง

5. ป้องกันการเกิดไฟป่า ตรวจติดตามปฏิบัติการดับไฟป่า และฟื้นฟูสภาพหลังเกิดไฟป่า

6. ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มาจากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลด ภาวะมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน

7. ลดการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีสารประกอบของสารที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก เช่น สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC ) เป็นต้น

8. สนับสนุนให้มีการใช้ระบบการขนส่งที่มีมลพิษน้อย และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน

9. รณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจอันตรายที่เกิดจากภาวะมลพิษทางอากาศ และมีส่วนรวมในการป้องกันแก้ไขมิให้เกิดภาวะมลพิษทางอากาศ

10. ปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติตามและการใช้บังคับกฎหมายด้านการจัดการภาวะมลพิษทางอากาศ

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รักษ์โลกง่าย ๆ เริ่มได้ที่บ้าน

ที่มา : http://home.kapook.com/view44973.html

ลดพลังงาน ลดมลพิษ
-    หัวใจของการอยู่อาศัยอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นอยู่ที่ความพอดี ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคพลังงาน การไม่ก่อมลพิษที่จะทำร้ายทำลายตนเองและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความพอดีในการลงทุนเพื่อทำให้บ้านของคุณ "เขียว" ขึ้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ที่เรียกเก็บอยู่ทุกเดือน สารเคมีที่คุณใช้ หรือปริมาณขยะในถังที่คุณต้องเททิ้งอยู่ทุกวันนั่นเอง ความจริงที่เราต้องยอมรับก็คือ ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ การที่บ้านจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้นั้น ย่อมจะต้องอาศัยการลงทุนลงแรงเช่นกัน

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราคาแพงจริงหรือ?
-     เมื่อพูดถึงการลงทุน หลายคนเชื่อว่าราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมมักต้องสูงกว่าปกติ แต่อาจไม่จริงเสมอไป เพราะแนวคิดพื้นฐานในการปรับปรุงบ้านให้เป็นมิตรต่อผู้อยู่และไม่ทำร้ายสภาพแวดล้อมนั้น น่าจะหมายถึงการหาจุดสมดุลระหว่างความสามารถในการลดการบริโภคพลังงาน ลดมลพิษ ไม่ขัดกับวิถีชีวิต และเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์ด้วย ลองชั่งน้ำหนักดูง่าย ๆ ว่า คุณจะเลิกใช้เครื่องซักผ้าเพื่อประหยัดน้ำประหยัดไฟ แล้วกลับไปซักผ้าด้วยมือ หรือจะรอจนกว่าผ้าจะมากพอ แล้วจึงค่อยใส่เครื่องซัก จึงจะดีกว่ากัน
       เรื่องเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่คุณสามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณได้คิด หรือวางแผนตั้งแต่ต้น คิดทุกอย่างไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่การออกแบบ การกำหนดทิศทางของบ้าน การคัดสรรวัสดุ และการเลือกซื้อของมาใช้สอยในบ้าน โดยทั่วไปการทำให้บ้านเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น มี 2 วิธีได้แก่
1. อาศัยปัจจัยธรรมชาติ
  -    เป็นการพิจารณาปัจจัยทางกายภาพ เช่น แสงแดดและทางลม เพื่อกำหนดทิศทางการวางตำแหน่งของบ้านให้สามารถใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติและลมได้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลไปถึงการกำหนดฟังก์ชั่นในการใช้งานของพื้นที่ในบ้านให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาวะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดวัน


ที่มา : http://home.kapook.com/view44973.html



2. อาศัยเทคโนโลยี
  -     เช่น การนำเครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟน้อย เปลี่ยนไปใช้หลอดผอมแบบใหม่ (T5) หรือใช้สุขภัณฑ์แบบประหยัดน้ำ ฯลฯ จริงอยู่ที่ว่าวิธีการที่จะทำให้บ้านของคุณเขียวขึ้นอาจทำได้ครบวงจร และประหยัดกว่า หากได้วางแผนทำตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องจ่ายแพงเสมอไปหากต้องการจะปรับเปลี่ยนให้บ้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่ต้องการ ลองค่อย ๆ ปรับในสิ่งที่ทำได้ ผ่านทางความคิด การวางแผน และเลือกสรรสิ่งต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้งานในบ้าน โดยเพิ่มเงื่อนไขในเรื่องของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไปอีกข้อหนึ่ง นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านอื่นที่ต้องพิจารณาอยู่แล้ว

         หากคุณสามารถทำได้ทั้ง 2 วิธีข้างต้น ซึ่งส่งเสริมซึ่งกันและกันก็จะยิ่งกลายเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น จากเดิมห้องนั่งเล่นที่ทุกคนทำกิจกรรมร่วมกันยามบ่าย จะต้องปิดม่าน เปิดไฟ เปิดเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากถูกแสงแดดส่องโดยตรง เมื่อเปลี่ยนฟังก์ชั่นของห้อง ย้ายห้องนั่งเล่นไปยังฝั่งที่ร่มกว่า เปิดโอกาสให้คุณใช้แสงธรรมชาติได้ จะเปิดหน้าต่างก็ได้ หรือหากจะใช้เครื่องปรับอากาศ (รุ่นประหยัดไฟ) ก็ยังประหยัดกว่า เนื่องจากพื้นที่ส่วนนั้นไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรง จึงมีความร้อนสะสมน้อยกว่า เครื่องปรับอากาศก็ไม่ต้องทำงานหนักมาก

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือไม่ วัดจากอะไร
    -   คุณอาจสงสัยว่า อาคารบ้านเรือนที่อ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นจะวัดได้อย่างไร มีมาตรฐานใดบ้าง อันที่จริงมาตรฐานการวัดระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ถูกพัฒนาขึ้นในต่างประเทศก่อน ต่อมากรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้นำมาปรับปรุง โดยมอบหมายให้ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และสถาบันวิจัยพลังงานต่าง ๆ ศึกษาและวิจัยจากระบบที่คล้ายกัน ระบบการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก (LEED System) ของสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นเกณฑ์ประเมิน ซึ่งมีหลักพิจารณาคร่าว ๆ อยู่ 7 ประการด้วยกัน ดังนี้
ที่มา : http://www.banidea.com/eco-home-design-modern-style-2012/

  • พื้นที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่ใด มีระบบสาธารณูปโภคแล้วหรือยัง การเข้าถึงยากหรือง่ายเพียงใด
  • ระบบน้ำ มีระบบบริหารจัดการน้ำใช้ในครัวเรือนอย่างไร รวมไปถึงการบำบัดน้ำเสียด้วย
  • ระบบพลังงาน มีการใช้พลังงานที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ
  • วัสดุ ใช้วัสดุแบบไหนในการก่อสร้างและตกแต่ง เช่น วัสดุรีไซเคิล หาได้ง่ายในท้องถิ่นหรือไม่ หรือต้องขนส่งมาจากที่ไกล ๆ เป็นต้น
  • คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการระบายอากาศ การควบคุมมลพิษ อุณหภูมิ และแสงที่ส่องเข้ามาได้
  • อายุการใช้งาน ตั้งแต่เริ่มต้นก่อสร้างจนหมดอายุการใช้งาน
  • ผู้อยู่อาศัย ไม่เพียงแต่บ้านเท่านั้น ผู้อยู่อาศัยและชุมชนโดยรอบ อยู่ในข่ายที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน ว่ามีความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมแค่ไหน
ที่มา : http://home.kapook.com/view44973.html

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม

    สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตินับวันแต่จะถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ โดยที่สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย
และสูญเสียได้ 3 ทาง คือ (ราตรี ภารา, 2540)
1. มนุษย์
2. สัตว์และโรคต่าง ๆ
3. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ซึ่งการสูญเสียเนื่องจากมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เนื่องจากสาเหตุต่อไปนี้

1. การเพิ่มของประชากร
      
ปัจจุบัน การเพิ่มของประชากรโดยเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น การที่ประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น หมายถึง ความต้องการในการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตขั้นต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย (สุพจน์ แสงมณี, 2546) ทำให้เกิดผลต่าง ๆ ตามมา ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทำกินทางการเกษตร จนมีการบุกรุกทำลายป่า ทำให้เกิดเสียสมดุลทางธรรมชาติ อีกทั้งความต้องการในการใช้ ทรัพยากรอื่น ๆ มากขึ้นเช่น น้ำ แร่ธาตุ พลังงานอากาศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพบว่ามีอัตราการเพิ่มของประชากรมาก ขึ้นในแต่ละปี เป็นสาเหตุสำคัญที่ที่ทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นและเป็นผลให้จำนวน ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามมา

ที่มา : http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000161915

2. การขยายตัวของเมือง
       การ ขยายตัวของชุมชนหรือเมือง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากการขยายตัวของ เมืองอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดปัญหาการขาดการวางแผนการวางผังเมืองไว้ล่วง หน้า ทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีกทั้งการขยายตัว ของเมือง ปกติแล้วจะเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นด้วย และในขั้นตอนต่าง ๆ ของโรงงานอุตสาหกรรมถ้าหากขาดการวางแผน และการควบคุมที่ดีก็จะส่งผลต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย

3. การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ 
       เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำมาใช้ในทางการผลิตด้านการเกษตร โดยการใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงทำให้เกิดการตกค้าง ของสารเหล่านี้ในดิน และอาจขยายไปสู่แหล่งน้ำและแหล่งต่าง ๆ ในระบบนิเวศ จนเกิดผลต่าง ๆ ตามมา รวมถึงเกิดการสะสม ในสายใยอาหารทางด้านอุตสาหกรรม สารที่ใช้ในกระบวนการผลิตและสารที่เป็นผลเกิดจากกระบวนการผลิต เช่น ตะกั่ว ปรอท
สารหนู เป็นต้น จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีขั้นตอนการกำจัดส่วนที่ตกค้าง ( Residuals ) ให้หมดสิ้นไปได้ยาก และจะเกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย

ที่มา : http://buyphonemobile.blogspot.com/2011/10/mobile-technology.html

4. การสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ 
       การสร้างถนน อ่างเก็บน้ำ เขื่อน นับว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ทรัพยากรหลัก เช่นป่าไม้ถูกทำลาย ทรัพยากรดิน น้ำ สัตว์ป่าจึงพลอย ได้รับ ผลกระทบกระเทือนตามไปด้วย ทำให้มนุษย์เข้าสู่พื้นที่ป่าที่เหลือได้ง่ายกว่าเดิม เนื่องจากการไปมาสะดวก การทำลายจึง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อป่าเสื่อมโทรมหรือหมดไป ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าถูกทำลาย โอกาสถูกล่ามีมากขึ้น สัตว์บางชนิดหาอาหาร เป็นไปด้วยความยากลำบาก ในที่สุดก็สูญพันธุ์ไป เป็นต้น

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=842735

5. การกีฬา 

       ส่วนใหญ่เกิดกับทรัพยากรสัตว์ป่า เช่นการยิงนก ตกปลา และการล่าสัตว์เป็นต้น ถ้าทำเพื่อการกีฬาที่แท้จริงก็ไม่มีปัญหา เรื่องการ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่เมื่อใดที่เป็นการแข่งขันเพื่อทำสถิติด้านจำนวน ขนาดอาวุธร้ายแรงและทันสมัย จะถูกนำมา ใช้มากยิ่งขึ้น สัตว์ป่าที่ได้มาก็จะนำส่วนหนึ่งของที่ได้หรือบางส่วนของร่างกายไปเป็นอาหาร หรือเครื่องใช้เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะทิ้ง ไว้ในป่า ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่คุ้มกับการสูญเสียชีวิตและพันธุกรรมของสัตว์ป่า

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=moonfleet&month=02-2008&date=27&group=18&gblog=6


6. การสงคราม
       ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้มากขึ้น การนำทรัพยากรแร่ธาตุมาใช้เพื่อการผลิตอาวุธและเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายก็ถูกทำลายไป บางครั้งต้องเร่งขุดเจาะน้ำมันดิบเพื่อขาย แล้วนำเงินตราไปซื้ออาวุธที่ทันสมัยมี ประสิทธิภาพการทำลายสูง มาต่อสู้ซึ่งกันและกัน ผลของสงครามก็คือการสูญเสียทั้งสองฝ่ายในด้านทรัพยากรมนุษย์หรือทรัพยากร อื่น ๆ เช่นการทิ้งระเบิด ทำลายชีวิตและทรัพยากรของมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติการทำลายบ่อน้ำมัน ของอีรักในปี พ.ศ 2536 ทำให้สูญเสียทรัพยากร ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นล้าน ๆ ปีในการเกิดไปอย่างน่าเสียดายและยังส่งผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเกือบทั่วโลก

ที่มา : http://board.postjung.com/597649.html
7. ความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 
       หลาย ๆ ครั้งที่คนเราทำลายสิ่งแวดล้อมเพราะความไม่รู้ถึงสาเหตุและผลกระทบ ขาดข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้เราเข้าถึง และสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ในขณะที่นักอนุรักษ์นึกถึงสิ่งแวดล้อมในรูปของระบบนิเวศของธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับนึกถึงวัตถุดิบที่เป็นปัจจัยในการผลิตเป็นต้นทุนนัก เศรษฐศาสตร์ จะนึกถึงทรัพยากรที่ต้องใช้ให้คุ้มค่า ชาวนาจะนึกถึงฝน ภาคท่องเที่ยวนึกถึงเงิน การทำการเกษตรที่ไม่ถูกต้องของเกษตรกร ฯลฯ สังคมยังขาดความเข้าใจถึง สิ่งแวดล้อมในลักษณะรวมที่เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เมื่อเกิดความเสียหายที่ใดที่หนึ่งก็จะมีผลกระทบแก่กันและ กันบางครั้งลืมไปว่า ความสนุกชั่วครู่ชั่วยามของตนเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นธรรมชาติและความงดงาม ของสถานที่