Carrot

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม


การทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมคณะผู้ศึกษา ได้ลงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ณ โรงเรียน เบญจมราชูทิศ ราชบุรี บริเวณ สวนเกษตร



เตรียมดินปลูกต้นไม้ค่ะ
กำลังขุดดินเตรียมการปลูกต้นไม้ค่ะ
ขุดดินเตรียมลงต้นไม้ค่ะ
ขุดดินเตรียมลงต้นไม้ค่ะ

ขุดดินเตรียมลงต้นไม้ค่ะ



พบไส้เดือนตอนขุดดิน แสดงว่าดินดีค่ะ




นำต้นไม้ลงดินแล้วค่ะ

นำต้นไม้ลงดินแล้วค่ะ
ขุดดินเตรียมลงต้นไม้ค่ะ
ขุดดินเตรียมลงต้นไม้ค่ะ




กำลังนำไม้มาช่วยดามต้นค่ะ
ได้ทำการปลูกต้นพฤษาเรียบแล้วค่ะ







กำลังกลบต้นไม้ลงดินค่ะ

กำลังกลบต้นไม้ลงดินค่ะ

กำลังกลบต้นไม้ลงดินค่ะ

สามารถดูวีดีโอเพิ่มเติมได้ที่ คลิปวีดีโอด้านบนสุดนะคะ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ญี่ปุ่น สังคมแห่งการรีไซเคิล

ญี่ปุ่น สังคมแห่งการรีไซเคิล


                  ทุกวันนี้ประเทศญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาหลายๆ ด้าน ทั้งด้านอุตสาหกรรม การพัฒนาคนและสังคมเมือง สิ่งหนึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นชาติญี่ปุ่น คือความมีวินัย ความทุ่มเทต่อการทำงาน ทำให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะเป็นประเทศที่พ่ายแพ้สงคราม แต่ความแข็งแกร่ง ความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ สามารถยืนหยัดเป็นผู้นำในการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ประเทศขนาดใหญ่ หลายประเทศต้องเหลียวมองและศึกษารูปแบบการพัฒนาญี่ปุ่นเป็นต้นแบบหนึ่งในการพัฒนา ในด้านสิ่งแวดล้อม
ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=1617

    ประเทศญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงบทเรียนแห่งการพัฒนาที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อประชาชนอย่างรุนแรง เช่น การเกิดโรคแพ้สารปรอทมินามาตะ เนื่องจากสารพิษอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในอ่าวมินามาตะ จนเป็นบทเรียนล้ำค่าของการพัฒนาอย่างไม่ระมัดระวัง

ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=1617

         นอกจากนี้ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศแรกๆ ที่ออกกฏหมายรีไซเคิลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ สภาพของการเก็บขนขยะที่มีการแยกประเภทเข้าสู่ระบบโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ นำขยะที่จะรีไซเคิลเข้าสู่การคืนสภาพแปรรูปเป็นประโยชน์โดยเฉพาะทำเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างมากมาย จากที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวญี่ปุ่น ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการจัดการขยะเป็นอย่างดี โดยกฎหมายรีไซเคิลของญี่ปุ่นมีสาระสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเคารพกฎกติกาของสังคม โดยเริ่มในปี 1997 ประชาชนต้องสนับสนุนและร่วมมือในการเก็บรวบรวมขยะและรีไซเคิลเรียงภาชนะบรรจุและบรรจุภัณฑ์ โดยท้องถิ่นกำหนดหลักเกณฑ์ประเภทขยะที่ต้องคัดแยก และประชาชนในฐานะผู้บริโภคต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการตั้งบริษัทที่รับรีไซเคิลและเก็บรวบรวมขยะ โดยธุรกิจขององค์กรผู้ผลิตและบรรจุภัณฑ์จะใช้ภาชนะที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามปริมาณขยะที่ต้องรีไซเคิล ธุรกิจการรีไซเคิลของญี่ปุ่น เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการเสนอราคาขยะให้ประชาชนในเขตชุมชน จนจะเห็นได้ตามห้างร้านขนาดใหญ่มีที่รองรับขยะจากบรรจุภัณฑ์ ขวด กระป๋อง ที่บรรดาแม่บ้านเก็บจากบ้านมาหยอดที่ตู้รับบรรจุภัณฑ์แล้วแลกเป็นเงินนำไปใช้ได้ทันที สำหรับการทิ้งขยะอันตราย หรือขยะอิเล็คทรอนิคส์ จะมีการนัดวันเวลา ในการทิ้งหากไม่ดำเนินการหรือทิ้งผิดวันจะถูกชาวบ้านข้างเคียงรุมประณามอย่างรุนแรง เรียกได้ว่าสังคมจะแสดงอาการรังเกียจอย่างชัดเจน การเก็บขยะมูลฝอยที่มีการคัดแยกแล้ว ทางเทศบาลจะมีรถเก็บขยะที่แยกช่องอย่างชัดเจนไม่เหมือนในเมืองไทยที่เก็บขยะแล้วรวมในรถเก็บขยะคันเดียวกัน
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/nampik/2008/04/12/entry-3
แหล่งที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=1617

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ


                                        การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ
ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1233665419

1. ให้มีการศึกษาวางแผนการจัดการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น โครงการผันน้ำ โครงการเขื่อนเก็บกักน้ำใต้ดิน เพื่อเป็นการรองรับการใช้น้ำระยะยาว ซึ่งการวางแผนต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งทางด้านสังคมและสภาพแวดล้อมต้องมีการกำหนดนโยบายและแผนการแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

2. กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ โดยให้มีการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ของการใช้ทรัพยากรน้ำในระยะยาว รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

3. ส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ แหล่งน้ำและต้นน้ำลำธาร รวมถึงการควบคุมอย่างเข้มงวดและการมีบทลงโทษอย่างรุนแรงต่อการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร

4. ให้ความสำคัญในการปรับปรุงแหล่งน้ำขนาดเล็ก รวมถึงการระมัดมะวังมิให้ นำพื้นที่ชลประทาน แหล่งน้ำธรรมชาติ ระบบชลประทานมาใช้เพื่อประโยชน์อื่น 5. เสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ การใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้มีวินัยในการใช้น้ำอย่างถูกต้อง รวมทั้งการอนุรักษ์น้ำอย่างถูกวิธี ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าของทรัพยากรน้ำ

วิกฤตการณ์การขาดแคลนน้ำจากสาเหตุต่างๆ


ที่มา : https://www.facebook.com/eduzonesdotcom/posts/10152412340331171

     เช่น ความต้องการน้ำใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ความต้องการน้ำใช้ในกิจกรรมต่างๆ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ความสมดุลของทรัพยากรน้ำระหว่างฤดูแล้งและฤดูฝนไม่สมดุล รวมถึงการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ที่ขาดแผนการใช้ที่รัดกุมและเหมาะสมรวมทั้งขาดองค์กรระดับชาติที่จะเข้ามาบริหารจัดการแหล่งน้ำ ตลอดจนแหล่งน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันมีสภาพเสื่อมโทรม เน่าเสีย คุณภาพไม่เหมาะสมไม่สามารถนำมาใช้ได้ จากปัญหาที่กล่าวมานี้ เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น

1. สภาพแหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลาย การบุกรุกทำลายแหล่งน้ำ ส่งผลให้ พื้นที่ต้นน้ำลำธารอันเป็นแหล่งกำเนิดน้ำ ไม่สามารถดูดซับหรือชะลอน้ำไว้ในดิน เมื่อเกิดฝนตกหนักจึงทำให้มีน้ำไหลบ่าลงมาท่วมพื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็วและรุนแรง

2. สภาพน้ำท่า เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกชุก ในทุกๆ ภาคของประเทศมี ปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่ามีปริมาณลดลงไปด้วย

3. การใช้น้ำและความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำ กิจกรรมต่างๆ ทั้งทาง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม อุปโภคและบริโภค การท่องเที่ยว ตลอดจนการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรมล้วนเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น

4. การบุกรุกทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ การขยายตัวของบ้านจัดสรรโรงงาน อุตสาหกรรม การพัฒนาการคมนาคมขนส่ง โดยขาดการวางแผนก่อให้เกิดการบุกรุกทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำหรืออาจทำให้มีการปนเปื้อนของสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ


วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติโลกร้อน

ประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติโลกร้อน

ที่มา : http://www.consumersongkhla.org/

- คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ที่ทำหน้าที่หลักให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและเชื่อถือได้แก่สังคมโลกในประเด็นที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้เปิด รายงานการสังเคราะห์และประเมินความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ครั้งที่ 5 หรือเรียกสั้นๆ IPCC AR5 ถือเป็นรายงานฉบับล่าสุดจะเผยแพร่สู่สาธารณะในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่น่าจะสร้างความตื่นตัวให้หลายประเทศได้ 

          -  รายงานครั้งที่ 5 ยืนยันภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นจริง ข้อค้นพบว่าโลกร้อนเกิดขึ้นทั้งบนภาคพื้นทวีปและในมหาสมุทร เกิดการละลายของน้ำแข็งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงระดับความเข้นข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ รายงานสรุปแนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกระหว่างปี 2393-2555 เพิ่มขึ้น 0.85 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิของบรรยากาศชั้นบนได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  
          - แล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไรบ้างในรายงานครั้งที่ 5 ดร.อัศมน ลิ่มสกุล ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมสรุปสาระสำคัญรายงานด้านผลกระทบ การปรับตัว และความล่อแหลม ค.ศ.2014 ของคณะทำงานกลุ่มที่ 2 กล่าวในเวที Global Warming Forum ปีที่ 4 ครั้งที่ 3 รายงานโลกร้อน IPCC AR5 : ความจริงที่ทุกคนควรฟัง จัดโดยชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ ณ โรงแรมเดอะสุโกศล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รายงานประเมินฯ ให้ความสำคัญถึงแนวคิดเรื่องความเสี่ยง ดร.อัศมนให้ข้อมูลมีเอกสารวิชาการมากกว่า 12,000 ฉบับ ได้ถูกอ้างอิงในรายงานฉบับนี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวน 309 คน จาก 70 ประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้เขียนหลักและปรับแก้เนื้อหา ความถูกต้องของเนื้อหาได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 1,729 คน จาก 84 ประเทศ และจาก 49 รัฐบาล ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นที่ได้รับมีกว่า 50,000 ข้อ รายงานนี้มีจำนวน 30 บท รวมทั้งบทสรุปเชิงเทคนิคและบทสรุปสำหรับผู้บริหาร

           - ใน 10 ปีที่ผ่านมาภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อระบบธรรมชาติและมนุษย์ทั่วทุกทวีปและข้ามมหาสมุทร การเปลี่ยนแปลงของน้ำฝนหรือการละลายของหิมะและน้ำแข็งกำลังปรับเปลี่ยนวัฏจักรของน้ำในหลายภูมิภาค สิ่งมีชีวิตหลายชนิดเผชิญภัยการเปลี่ยนแปลงจนต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่อาศัยและอพยพ ทั้งยังก่อผลลบต่อผลผลิตของพืชผล แล้วที่น่าสนใจการตายที่เกี่ยวข้องกับความร้อน หรือคลื่นความร้อน (Heat wave) มีอัตราเพิ่มขึ้นในบางภูมิภาค ผลกระทบที่แตกต่างกันทำให้เราต้องการแนวทางจัดการที่หลากหลาย การเข้าใจบริบทของท้องถิ่น ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศา มีการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของโลกถึง 0.2-2 ของรายได้เศรษฐกิจโลก

          - "รายงานชี้ว่าอาร์กติกได้รับผลกระทบสูงที่สุดจากการละลายของธารน้ำแข็ง หิมะ การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลจากปริมาณน้ำที่ปล่อยออกมาจากมวลน้ำแข็ง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งในพื้นที่ อัตรากัดเซาะมากขึ้น สำหรับไทยกระทบระบบนิเวศทางทะเล อีกความล่อแหลมของประเทศในภูมิภาคเขตร้อน นั่นคือ ผลผลิตของข้าว ถั่ว ข้าวโพด จะติดลบ" ดร.อัศมนกล่าวชัดเจน
          - คนไทยอาจไม่สนใจเรื่องโลกร้อน แต่ประเทศไทยมีความเสี่ยงไม่น้อยกว่าพื้นที่ต่างๆ ทั้งชุมชนเมืองที่มีความศิวิไลซ์และชนบทมีความล่อแหลม และสัมผัสกับเหตุการณ์สภาวะความรุนแรงทางภูมิอากาศ เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้งและอุทกภัยเพิ่มขึ้น ผลกระทบของเหตุการณ์ แน่นอนว่าทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนระบบนิเวศ ตลอดจนรบกวนการผลิตอาหารและแหล่งน้ำ รวมทั้งการเจ็บป่วยและเสียชีวิต นักวิจัยกรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า สิ่งที่เราควรพูดถึงมากกว่า นั่นคือการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันและความไม่เสมอภาคกันในมิติต่างๆ ส่งผลให้ความล่อแหลมและเผชิญกับสิ่งที่เป็นอันตรายที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ ประชาชนที่ด้อยโอกาสจัดเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความล่อแหลมสูงต่อโลกร้อน

           - ในรายงาน IPCC ฉบับนี้ ยังนำเสนอประสบการณ์ด้านการปรับตัว ที่กำลังถูกรวบรวมโดยภาคส่วนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคและแนวทางการปรับตัวกำลังถูกบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวางแผนเช่นกัน อาร์กติกบูรณาการระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและข้อมูลวิทยาศาสตร์ สำหรับเอเชียเน้นการวางแผนสำหรับการพัฒนา ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การปลูกป่าชายเลนทดแทน และการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ อย่างไรก็ตาม ดร.อัศมนชี้ว่า การศึกษาด้านการปรับตัวส่วนใหญ่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะการวิเคราะห์ผลกระทบ ความล่อแหลมและแผนปรับตัวเท่านั้น ส่วนการประเมินถึงกระบวนการและผลสัมฤทธิ์ยังศึกษาน้อยมาก รวมถึงภัยที่มีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ แต่มีผลกระทบสูง อย่างกรณีน้ำท่วมใหญ่ปี 54 จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจเพิ่มขึ้นถึงประโยชน์ที่มีประสิทธิภาพของการจัดการความเสี่ยง

           - สำหรับความเสี่ยงสำคัญ หมายถึงเหตุการณ์ที่มีขนาดใหญ่และมีโอกาสเกิดสูงที่เป็นข้อกังวลถ้าระดับอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น จากรายงานครั้งที่ 5 นี้ ดร.อัศมนเปิดเผยว่า ในพื้นที่ราบต่ำชายฝั่งทะเลและประเทศกำลังพัฒนาหมู่เกาะขนาดเล็ก รวมถึงไทยที่มีชายฝั่งทะเลยาว และเกาะน้อยใหญ่ในภาคตะวันออก ภาคใต้ จะเสี่ยงต่อชีวิตและผลกระทบต่อการดำรงชีวิตจากพายุคลื่น น้ำท่วมชายฝั่ง และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ไทยจะมีแนวทางตั้งรับปรับตัวอย่างไร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม อีกประการเสี่ยงต่อการสูญเสียระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่หล่อเลี้ยงการดำรงชีวิตชุมชนชายฝั่ง

           -   "ประชากรในเมืองใหญ่เสี่ยงจากน้ำท่วม สภาวะความรุนแรงของลมฟ้าอากาศจะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและการบริการที่สำคัญ ความร้อนที่สูงขึ้นจะส่งผลกับสุขภาพ ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุต้องประเมินความเสี่ยงนี้มีมากน้อยแค่ไหน เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายความเสี่ยงที่มีอยู่แล้วเพิ่มขึ้น พร้อมสร้างความเสี่ยงใหม่ให้ธรรมชาติและมนุษย์" นักวิจัยชุดโครงการพัฒนาความรู้ฯ สกว. ย้ำผลกระทบในอนาคต มีแนวโน้มรุนแรงและกว้างขวางขึ้นตามอุณหภูมิโลกที่ขยับขึ้นเรื่อยๆ

           -  ภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลในอนาคต กำลังเป็นที่กังวลอาจเกิดอันตรายสูง จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเลแบบที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้ ภายใต้รายงาน IPCC ฉบับนี้ก็ได้แสดงผลกระทบที่มีความรุนแรงมากขึ้น อาทิ หอยและกุ้ง ปู ปะการังน้ำเย็น ปะการังน้ำอุ่น นักวิชาการตั้งคำถามว่า บ้านเราจะเคยมองผลกระทบจากความเป็นกรดของทะเลต่อธุรกิจการประมงและความมั่นคงทางอาหารหรือเปล่า เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นถ้าไม่รักษาอุณหภูมิโลก    รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง บันฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้ประสานงานชุดโครงการศูนย์ประสานงานและพัฒนางานวิจัยด้านโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิเคราะห์ประเด็นความเป็นกรดของทะเลจากรายงานโลกร้อนนี้

          -  "รายงานฉบับที่ 5 เพิ่มความมั่นใจว่ามันร้อนขึ้นทั้งอากาศ วัดในมหาสมุทรก็ร้อนขึ้น วัดในบรรยากาศชั้นบนก็ร้อนขึ้น ความร้อนเข้าสู่มหาสมุทรมากขึ้น ความเข้มข้นของคาร์บอนในอากาศลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะความเป็นกรดในทะเลมากขึ้น โลกของเรา 70% เป็นน้ำ หากมหาสมุทรเปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเลย ยากที่จะทำให้ระบบนิเวศกลับคืนมาได้ ในรอบ 55 ปี อุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยสูงขึ้น 0.96 องศา ร้อนขึ้นจริง ระบบนิเวศทะเลไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน" รศ.ดร.อำนาจย้ำปัญหาชัดๆ ของไทย
          -  สำหรับแนวทางในการรักษาสมดุลระดับอุณหภูมิในบรรยากาศจากรายงานฉบับนี้ นักวิจัยด้านโลกร้อนผู้นี้สรุปสาระสำคัญว่า ถ้าคนทั่วโลกจะคงระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ให้ไม่เกิน 2 องศา โลกมีโควตาการปล่อยก๊าซ 100% ใช้ไปแล้ว 50% เหลืออีก 50% จนถึงปี 2643 แม้จะหยุดปล่อยก๊าซแล้ว การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะยังคงอยู่เป็นเวลานาน

          - "เราจะต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมหาศาลและลดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ใช้เวลา 100 ปี ก็ยังไม่พอ จะยังคงสูงอยู่อย่างนั้น คนบนโลกมีบทบาทชัดเจนและเป็นหลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่มีใครโต้แย้งภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจริง หากเรากำลังเดินทางสู่การแก้ปัญหาโลกร้อน ขณะนี้อยู่ตรงกลาง เป็น Cross Road ต้องเลือก เรามีโอกาสทำได้ 50% ถ้าไม่ทำระดับอุณหภูมิจะเกิน 2 องศาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"


ข้อความที่ส่งมาจากรายงาน PCC นี้ รศ.ดร.อำนาจฝากทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกมาถึงขั้นที่ต้องตัดสินใจ มิฉะนั้น การแก้ปัญหาจะเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลยถ้ายังมีความล่าช้า สิ่งที่ทั่วโลกขาดแคลนมากคือ ความตั้งใจจริงของแต่ละประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกที่จะช่วยลดความเสี่ยง ช่วยเพิ่มระยะเวลาให้คนมีโอกาสปรับตัวได้มากขึ้น

โลกจะเหลือเวลาให้เราอีกนานเท่าไหร่ คงอยู่ที่การตัดสินใจตรงทางแยกที่ทุกคนร่วมกันเลือกเดินเพื่อประโยชน์ของโลกและของมวลมนุษยชาติ


ที่มา : http://www.thaipost.net/sunday/130714/93028

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.momypedia.com

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation) หมายถึงการใช้สิ่งแวดล้อม อย่างมีเหตุผล เพื่ออำนวยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดไปแก่มนุษย์ 
โดยมีแนวความคิดที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เกิดผลอยู่ 6 ประการคือ

1) ต้องมีความรู้ในการที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่จะให้ผลแก่มนุษย์ทั้งที่ เป็นประโยชน์และโทษ และคำนึงถึงเรื่องความสูญเปล่าในการจะนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้

2) รักษาทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นและหายากด้วยความระมัดระวัง ตระหนักเสมอ ว่าการใช้ทรัพยากรมากเกินไปจะเป็นการไม่ปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม 
ฉะนั้นต้องทำให้อยู่ในสภาพเพิ่มพูนทั้งด้านกายภาพและเศรษฐกิจ

3) รักษาทรัพยากรที่ทดแทนได้ให้มีสภาพเพิ่มพูนเท่ากับอัตราที่ต้องการใช้เป็น อย่าง น้อย

4) ประมาณอัตราการเปลี่ยนแปลงของประชากรได้ พิจารณาความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ

5) ปรับปรุงวิธีการใหม่ ๆ ในการผลิตและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและพยายามค้นคว้าสิ่งใหม่ ๆ ทดแทนการใช้ทรัพยากรจากแหล่งธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชากร

6) ให้การศึกษาแก่ประชาชนเพื่อเข้าใจถึงความสำคัญในการรักษาสมดุลธรรมชาติ ซึ่งมีผลต่อการทำให้สิ่งแวดล้อมอยู่ในสภาพที่ดี โดยปรับความรู้ที่จะเผยแพร่ให้เหมาะแก่วัย คุณวุฒิ บุคคล 
สถานที่หรือท้องถิ่น ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจในหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันจะเป็นหนทางนำไปสู่อนาคตที่คาดหวังว่ามนุษย์จะได้อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้


หลักการและวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

          การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ คือ การใช้สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาดและใช้ให้เกิดประโยชน์ หลักการและวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มีดังนี้

1) การถนอมรักษา คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติให้คงสภาพทั้งปริมาณและคุณภาพเอาไว้ โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น กรณีแร่เหล็กแทนที่จะนำมาใช้โดยตรงก็นำไปผสมกับแร่ธาตุอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นเหล็กกล้า ซึ่งนอกจากจะลด ปริมาณการใช้เนื้อเหล็กให้น้อยลงแล้วยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานออกไปอีกด้วย เป็นต้น

 2) การบูรณะฟื้นฟู คือ การทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับคืนมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิม เช่น ดินที่นำมาใช้เพื่อการเพราะปลูกพืชชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้คุณภาพของดินเสื่อมลง การบูรณะฟื้นฟูจะทำได้โดยการใส่ปุ๋ยปลูกพืชคลุมดิน หรือพักหน้าดินไว้สักช่วงระยะหนึ่ง เป็นต้น
ที่มา : http://wiki.stjohn.ac.th/groups/poly_lifeenvironmentandtechnology/wiki/32cd9/_9_.html

3) การนำกลับมาใช้ใหม่ หรือที่เรียกว่า รีไซเคิล นอกจากการถนอมรักษาและการบูรณะฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การนำทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ใช้ไปแล้วกลับมาใช้ใหม่ถือเป็นการอนุรักษ์อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งการอนุรักษ์ชนิดนี้จะทำได้ดีกับทรัพยากรน้ำและแร่ธาตุบางชนิด เช่น การนำเศษกระดาษ พลาสติก อลูมิเนียม สังกะสี ตะกั่ว ทองแดง และเหล็กที่ทิ้งแล้วกลับมาหลอมหรือเปลี่ยนสภาพ ให้นำกลับมาใช้ได้อีก เป็นต้น

4) การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดจะไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มาก เช่น น้ำที่ไหลลงมาตามลำน้ำ ถ้าหากสร้างเขื่อนขวางกั้นลำน้ำเพื่อยกระดับของน้ำให้เขื่อนสูงขึ้น แล้วนำพลังงานน้ำนั้นมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอีกวิธีหนึ่ง

5) การนำสิ่งอื่นมาใช้ทดแทน การนำสิ่งอื่นมาใช้ทดแทนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบางชนิดอาจทำได้ เช่น การนำก๊าซธรรมชาติ มาใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทำให้ประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

6) การสำรวจแหล่งทรัพยากรเพิ่มเติม เป็นการค้นหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การใช้เครื่องตรวจสอบรังสีในการสำรวจแร่ยูเรเนียม การใช้ระบบคลื่นแผ่นดินไหวเทียมเพื่อสำรวจหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

7) การประดิษฐ์ของเทียมขึ้นใช้ ความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์สามารถผลิตของเทียมขึ้นใช้แทนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ยางเทียม ไหมเทียม เป็นต้น ความสามารถดังกล่าวจึงช่วยลดปริมาณการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดให้น้อย
ที่มา : http://wiki.stjohn.ac.th/groups/poly_lifeenvironmentandtechnology/wiki/32cd9/_9_.html

แนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://wiki.stjohn.ac.th/groups/poly_lifeenvironmentandtechnology/wiki/32cd9/_9_.html

      การอนุรักษ์สื่งแวดล้อมจะได้ผลยั่งยืนข้อมูลนั้น ตลอดจนต้องใช้มาตรการทางกฏหมายควบคุมแนวทางในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนมี 3 แนวทางดังนี้

1) การให้การศึกษาคือการสอนให้เข้าใจถึงหลักการ วิธีการอนุรักษ์ มีจริยธรรมเกิดสำนักและร่วมในการอนุรักษ์

2) การใชเทคโนโลยีในการนำทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์

3) การใช้กฎหมายควบคุมเป็นวิธีการสุดท้ายในการดำเนินการ

การอนุรักษ์บรรยากาศ มหาสมุทรและระบบนิเวศบก

ที่มา : http://waraporn19.blogspot.com/p/blog-page_8.html

            การใช้ทรัพยากรเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรป่าไม้ การเกษตร การประมง แร่ธาตุ หิน ฯลฯ จะมีของเสียเกิดขึ้น ของเสียอาจจะอยู่ในรูปของของแข็ง (ขยะมูลฝอย กากสารพิษอันตราย) ของเหลว (น้ำเสีย น้ำมันและไขมัน) ก๊าซ (ฝุ่นละออง ก๊าซพิษ หมอกควัน ละอองสารพิษ) มลพิษทางฟิสิกส์ (เสียง แสง ความร้อน ความสั่นสะเทือน) ของเสียและมลพิษเหล่านี้ย่อมหมุนเวียนอยู่ทั้งบนบก มหาสมุทร และบรรยากาศ เฉกเช่นเดียวกับวัฏจักรของน้ำ

ของเสียและมลพิษ สิ่งแวดล้อมที่เป็นฝุ่นละออง แก๊สพิษ หมอกควัน ละอองสารพิษ และ CFCs จะลอยปนเปื้อนในบรรยากาศ ส่วนมากแล้วจะเป็นก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases)

ของเสียที่เป็นขยะมูลฝอย กากสารพิษ และน้ำเสีย จะไหลลงสู่ลำน้ำ สุดท้ายลงสู่ทะเลและมหาสมุทร อาจจะทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำบางชนิดสูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำได้

การอนุรักษ์ระบบนิเวศบก ที่เป็นแหล่งปัญหามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่สามารถตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้ การจัดการควบคุมการอนุรักษ์หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ของระบบบนบกจึงควรต้องประยุกต์วิธีการอนุรักษ์เข้ามาช่วยจัดการ โดยเฉพาะการแบ่งเขตพื้นที่ผิวโลก เพื่อที่จะได้ทราบว่าพื้นที่ผิวโลกส่วนใดที่ควรสงวนเก็บกักเอาไว้ พื้นที่ส่วนใดที่มีศักยภาพในการฟื้นฟู พื้นที่ส่วนใดที่เห็นควรจะต้องมีการฟื้นฟู รักษาซ่อมแซมให้มีศักยภาพดีขึ้น