Carrot

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แนวปะการังแคริบเบียน อาจหายเกลี้ยงใน 20 ปี


แนวปะการังแคริบเบียน อาจหายเกลี้ยงใน 20 ปี


ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=5972


    -   สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ร่วมมือกับองค์การเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ศึกษาสภาพของแนวปะการังในแถบทะเลแคริบเบียน ที่ถือเป็นแหล่งปะการังสำคัญคิดเป็นสัดส่วนถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ของแนวปะการังโลกทั้งหมด และนักวิชาการด้านชีววิทยายึดถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลก พบว่า แนวปะการังจำนวนมหาศาลในท้องทะเลแถบนี้หลงเหลืออยู่เพียงแต่ 1 ใน 6 ของปริมาณที่เคยมีอยู่เดิม และอาจหายไปจนหมดภายในระยะเวลาเพียง 20 ปี หากยังไม่ดำเนินการแก้ไข

         -    ผลการศึกษาดังกล่าวนี้ระบุว่า แนวปะการังแคริบเบียนเสียหายอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่การทำประมงเกินขอบเขต, การท่องเที่ยว, มลภาวะ เรื่อยไปจนถึงภาวะโลกร้อน ทำให้ในช่วงระยะเวลาเพียง 40 ปีที่ผ่านมา แนวปะการังในพื้นที่ดังกล่าวนี้มากถึง 50 แนวถูกทำลายไปจนหมด และถ้าหากยังคงปล่อยให้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปโดยปราศจากการแก้ไข แนวปะการังทั้งหมดของแคริบเบียนจะหายไปภายในเวลาอีก 20 ปีข้างหน้า

         -   คาร์ล กุสตาฟ ลุนดิน หัวหน้าโครงการเพื่ออนุรักษ์ขั้วโลกและทะเลโลกของไอยูซีเอ็น บอกว่าระดับความเร็วของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังแคริบเบียนนั้นน่าตกใจมาก เหตุปัจจัยนั้นมีหลายทางด้วยกัน อย่างเช่นภาวะโลกร้อน ทำให้สภาพของท้องทะเลเป็นกรดมากขึ้น ทำให้เกิดการตายของแนวปะการังลามเป็นแถบที่เรียกกันว่า ปะการังฟอกขาว ถูกยึดถือกันมาเป็นเวลานานว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แนวปะการังเสียหาย แต่ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้แนวปะการังตายลงอย่างรวดเร็วมากจนถึงขณะนี้ก็คือ การหายไปของปลาปากนกแก้วและหอยเม่นต่างหาก

        -   ปลาปากนกแก้ว กับ หอยเม่น ได้ชื่อว่าเป็น "นักเก็บกวาด" ของท้องทะเลแถบนี้ ด้วยการเล็มสาหร่ายกินเป็นอาหาร เมื่อจำนวนปลาปากนกแก้วและหอยเม่นลดลง สาหร่ายจะลามปกคลุมแนวปะการังอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นการ "หายใจ" ของปะการังจนตายลงในที่สุด ทีมวิจัยพบว่าในปี 1983 เกิดโรคระบาดบางอย่างที่ทำให้หอยเม่นส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นตายลง ต่อมาการทำประมงแบบเกินขีดจำกัด (โอเวอร์ฟิชชิ่ง) ตลอดศตวรรษที่ 20 ทั้งศตวรรษ ทำให้ประชากรปลาปากนกแก้วในบริเวณดังกล่าวเหลือน้อยเต็มที บางแห่งถึงกับเกือบสูญพันธุ์เลยทีเดียว

        "การขาดหายไปของสัตว์ทั้งสองชนิด ทำลายสมดุลที่ละเอียดอ่อนอย่างมากของระบบนิเวศแนวปะการังตามธรรมชาติไป จนกระทั่งสมมติว่าภาวะโลกร้อนยุติลงทันทีในตอนนี้ แนวปะการังก็จะยังคงลดลงอย่างรวดเร็วอยู่ต่อไป" รายงานดังกล่าวระบุ

       -   แต่ลุนดินบอกว่า ยังพอมีเวลาหลงเหลือให้หาทางยับยั้งความเสียหายของแนวปะการังดังกล่าว แต่ต้องเริ่มทำอย่างหนักแน่นมั่นคงตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เวลาแนวปะการังฟื้่นฟู ตั้งแต่กำจัดการทำประมงเกินขอบเขต การป้องกันไม่ให้ชาวประมงเข้าไปทำประมงใกล้แนวปะการังมากเกินไป จัดโซนนิ่งเพื่อสกัดกั้นการก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ตท่องเที่ยวไม่ให้เข้าไปใกล้แนวชายฝั่ง และจัดการบำบัดน้ำเสียจากที่พักนักท่องเที่ยวดังกล่าวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ออกกฎหมายห้ามการจับปลาปากนกแก้ว เป็นต้น


ที่สำคัญก็คือ มาตรการทั้งหมดนี้ 38 ประเทศในพื้นที่แคริบเบียนต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้

ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=5972

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มลพิษทางอากาศ ภัยใกล้ตัวที่มองไม่เห็น

รู้ไหม? ว่าคนเราขาดอากาศหายใจเพียงแค่ 3 นาที ก็อาจทำให้เราตายได้ !


ที่มา : http://www.changemakers.com/th/incubase/blog/air-pollution


         เราหายใจสูดอากาศเข้าออกประมาณ 20,000 ครั้งต่อวัน เท่ากับว่ามีอากาศเข้าปอดถึง 12,000 ลิตรต่อวัน หรือ 3,000 แกลลอน ทีเดียว คนทั่วโลกตายหรือเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากมลพิษทางอากาศปีละถึง 2,400,000 คน 

สำหรับคนไทย มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 5,866,000,000 บาทต่อปี   ปี 2551 กรมควบคุมมลพิษได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เทียบสัดส่วนได้ถึง 67% ของการร้องเรียนเรื่องมลพิษอื่นๆ

        คนกรุงเทพฯ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยคนละ 7.3 ตันต่อปี ในขณะที่คนนิวยอร์กปล่อย 7.1 ตันต่อปี และคนลอนดอน 6.9 ตันต่อปี การจราจรเป็นต้นเหตุการปล่อยคาร์บอนของคนกรุงเทพฯ ถึง 40%   โรคระบบทางเดินหายใจเป็นสาเหตุการป่วยไข้อันดับที่ 1 ของประเทศไทย พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจถึง 44%

         ฟอร์มาลดีไฮด์ (สารที่เกิดจากการเผาไหม้และอาจทำให้เป็นมะเร็ง) ริมถนนหลายสายในกรุงเทพฯ มีค่าสูงเกินมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า และสูงกว่าในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น และเมืองออนแทริโอ ประเทศแคนาดา 3-5 เท่า สารระเหยเบนซินที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าคนไม่ควรจะสูดดมเข้าไปในร่างกายเลย จึงไม่อาจกำหนดค่าที่ปลอดภัยได้ แต่ริมถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ กลับวัดได้สูงถึง 5.2 ไมโครกรัม/ลบ.ม. จำนวนรถจดทะเบียนตามกฎหมายถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล 5,851,000 คัน และรถสาธารณะ 148,808 คัน รวมเฉพาะรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ มีถึง 5,999,808 คัน

การป้องกันและแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ

1. ลดสารภาวะมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด โดยการเปลี่ยนแปลงคุณภาพเชื้อเพลิง ใช้เครื่องยนต์ที่มีมลพิษน้อย ปรับปรุงกระบวนการผลิต และลดมลพิษจากยานพาหนะ

2. เข้มงวดกับมาตรการลดผลกระทบด้านภาวะมลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรม โดยตรวจสอบการปล่อยมลสารต่างๆ จากภาคอุตสาหกรรมให้อยู่ในระดับมาตรฐาน และให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับภาวะมลพิษทางอากาศจากโรงงาน

3. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีการเกษตร โดยนำวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรมาใช้เป็นพลังงานเพื่อลดการเผาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรในที่โล่ง

4. ปรับปรุงระบบการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนให้มีการบริหารจัดการแบบครบวงจร ถูกหลักวิชาการ เพื่อลดการเผาขยะในที่โล่ง

5. ป้องกันการเกิดไฟป่า ตรวจติดตามปฏิบัติการดับไฟป่า และฟื้นฟูสภาพหลังเกิดไฟป่า

6. ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มาจากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลด ภาวะมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน

7. ลดการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีสารประกอบของสารที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก เช่น สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC ) เป็นต้น

8. สนับสนุนให้มีการใช้ระบบการขนส่งที่มีมลพิษน้อย และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน

9. รณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจอันตรายที่เกิดจากภาวะมลพิษทางอากาศ และมีส่วนรวมในการป้องกันแก้ไขมิให้เกิดภาวะมลพิษทางอากาศ

10. ปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติตามและการใช้บังคับกฎหมายด้านการจัดการภาวะมลพิษทางอากาศ

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รักษ์โลกง่าย ๆ เริ่มได้ที่บ้าน

ที่มา : http://home.kapook.com/view44973.html

ลดพลังงาน ลดมลพิษ
-    หัวใจของการอยู่อาศัยอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นอยู่ที่ความพอดี ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคพลังงาน การไม่ก่อมลพิษที่จะทำร้ายทำลายตนเองและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความพอดีในการลงทุนเพื่อทำให้บ้านของคุณ "เขียว" ขึ้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ที่เรียกเก็บอยู่ทุกเดือน สารเคมีที่คุณใช้ หรือปริมาณขยะในถังที่คุณต้องเททิ้งอยู่ทุกวันนั่นเอง ความจริงที่เราต้องยอมรับก็คือ ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ การที่บ้านจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้นั้น ย่อมจะต้องอาศัยการลงทุนลงแรงเช่นกัน

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราคาแพงจริงหรือ?
-     เมื่อพูดถึงการลงทุน หลายคนเชื่อว่าราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมมักต้องสูงกว่าปกติ แต่อาจไม่จริงเสมอไป เพราะแนวคิดพื้นฐานในการปรับปรุงบ้านให้เป็นมิตรต่อผู้อยู่และไม่ทำร้ายสภาพแวดล้อมนั้น น่าจะหมายถึงการหาจุดสมดุลระหว่างความสามารถในการลดการบริโภคพลังงาน ลดมลพิษ ไม่ขัดกับวิถีชีวิต และเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์ด้วย ลองชั่งน้ำหนักดูง่าย ๆ ว่า คุณจะเลิกใช้เครื่องซักผ้าเพื่อประหยัดน้ำประหยัดไฟ แล้วกลับไปซักผ้าด้วยมือ หรือจะรอจนกว่าผ้าจะมากพอ แล้วจึงค่อยใส่เครื่องซัก จึงจะดีกว่ากัน
       เรื่องเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่คุณสามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณได้คิด หรือวางแผนตั้งแต่ต้น คิดทุกอย่างไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่การออกแบบ การกำหนดทิศทางของบ้าน การคัดสรรวัสดุ และการเลือกซื้อของมาใช้สอยในบ้าน โดยทั่วไปการทำให้บ้านเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น มี 2 วิธีได้แก่
1. อาศัยปัจจัยธรรมชาติ
  -    เป็นการพิจารณาปัจจัยทางกายภาพ เช่น แสงแดดและทางลม เพื่อกำหนดทิศทางการวางตำแหน่งของบ้านให้สามารถใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติและลมได้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลไปถึงการกำหนดฟังก์ชั่นในการใช้งานของพื้นที่ในบ้านให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาวะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดวัน


ที่มา : http://home.kapook.com/view44973.html



2. อาศัยเทคโนโลยี
  -     เช่น การนำเครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟน้อย เปลี่ยนไปใช้หลอดผอมแบบใหม่ (T5) หรือใช้สุขภัณฑ์แบบประหยัดน้ำ ฯลฯ จริงอยู่ที่ว่าวิธีการที่จะทำให้บ้านของคุณเขียวขึ้นอาจทำได้ครบวงจร และประหยัดกว่า หากได้วางแผนทำตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องจ่ายแพงเสมอไปหากต้องการจะปรับเปลี่ยนให้บ้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่ต้องการ ลองค่อย ๆ ปรับในสิ่งที่ทำได้ ผ่านทางความคิด การวางแผน และเลือกสรรสิ่งต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้งานในบ้าน โดยเพิ่มเงื่อนไขในเรื่องของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไปอีกข้อหนึ่ง นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านอื่นที่ต้องพิจารณาอยู่แล้ว

         หากคุณสามารถทำได้ทั้ง 2 วิธีข้างต้น ซึ่งส่งเสริมซึ่งกันและกันก็จะยิ่งกลายเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น จากเดิมห้องนั่งเล่นที่ทุกคนทำกิจกรรมร่วมกันยามบ่าย จะต้องปิดม่าน เปิดไฟ เปิดเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากถูกแสงแดดส่องโดยตรง เมื่อเปลี่ยนฟังก์ชั่นของห้อง ย้ายห้องนั่งเล่นไปยังฝั่งที่ร่มกว่า เปิดโอกาสให้คุณใช้แสงธรรมชาติได้ จะเปิดหน้าต่างก็ได้ หรือหากจะใช้เครื่องปรับอากาศ (รุ่นประหยัดไฟ) ก็ยังประหยัดกว่า เนื่องจากพื้นที่ส่วนนั้นไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรง จึงมีความร้อนสะสมน้อยกว่า เครื่องปรับอากาศก็ไม่ต้องทำงานหนักมาก

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือไม่ วัดจากอะไร
    -   คุณอาจสงสัยว่า อาคารบ้านเรือนที่อ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นจะวัดได้อย่างไร มีมาตรฐานใดบ้าง อันที่จริงมาตรฐานการวัดระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ถูกพัฒนาขึ้นในต่างประเทศก่อน ต่อมากรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้นำมาปรับปรุง โดยมอบหมายให้ทีมวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และสถาบันวิจัยพลังงานต่าง ๆ ศึกษาและวิจัยจากระบบที่คล้ายกัน ระบบการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก (LEED System) ของสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นเกณฑ์ประเมิน ซึ่งมีหลักพิจารณาคร่าว ๆ อยู่ 7 ประการด้วยกัน ดังนี้
ที่มา : http://www.banidea.com/eco-home-design-modern-style-2012/

  • พื้นที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่ใด มีระบบสาธารณูปโภคแล้วหรือยัง การเข้าถึงยากหรือง่ายเพียงใด
  • ระบบน้ำ มีระบบบริหารจัดการน้ำใช้ในครัวเรือนอย่างไร รวมไปถึงการบำบัดน้ำเสียด้วย
  • ระบบพลังงาน มีการใช้พลังงานที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ
  • วัสดุ ใช้วัสดุแบบไหนในการก่อสร้างและตกแต่ง เช่น วัสดุรีไซเคิล หาได้ง่ายในท้องถิ่นหรือไม่ หรือต้องขนส่งมาจากที่ไกล ๆ เป็นต้น
  • คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการระบายอากาศ การควบคุมมลพิษ อุณหภูมิ และแสงที่ส่องเข้ามาได้
  • อายุการใช้งาน ตั้งแต่เริ่มต้นก่อสร้างจนหมดอายุการใช้งาน
  • ผู้อยู่อาศัย ไม่เพียงแต่บ้านเท่านั้น ผู้อยู่อาศัยและชุมชนโดยรอบ อยู่ในข่ายที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน ว่ามีความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมแค่ไหน
ที่มา : http://home.kapook.com/view44973.html

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม

    สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตินับวันแต่จะถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ โดยที่สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย
และสูญเสียได้ 3 ทาง คือ (ราตรี ภารา, 2540)
1. มนุษย์
2. สัตว์และโรคต่าง ๆ
3. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ซึ่งการสูญเสียเนื่องจากมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เนื่องจากสาเหตุต่อไปนี้

1. การเพิ่มของประชากร
      
ปัจจุบัน การเพิ่มของประชากรโดยเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น การที่ประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น หมายถึง ความต้องการในการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตขั้นต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย (สุพจน์ แสงมณี, 2546) ทำให้เกิดผลต่าง ๆ ตามมา ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทำกินทางการเกษตร จนมีการบุกรุกทำลายป่า ทำให้เกิดเสียสมดุลทางธรรมชาติ อีกทั้งความต้องการในการใช้ ทรัพยากรอื่น ๆ มากขึ้นเช่น น้ำ แร่ธาตุ พลังงานอากาศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพบว่ามีอัตราการเพิ่มของประชากรมาก ขึ้นในแต่ละปี เป็นสาเหตุสำคัญที่ที่ทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นและเป็นผลให้จำนวน ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามมา

ที่มา : http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9540000161915

2. การขยายตัวของเมือง
       การ ขยายตัวของชุมชนหรือเมือง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากการขยายตัวของ เมืองอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดปัญหาการขาดการวางแผนการวางผังเมืองไว้ล่วง หน้า ทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีกทั้งการขยายตัว ของเมือง ปกติแล้วจะเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นด้วย และในขั้นตอนต่าง ๆ ของโรงงานอุตสาหกรรมถ้าหากขาดการวางแผน และการควบคุมที่ดีก็จะส่งผลต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย

3. การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ 
       เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำมาใช้ในทางการผลิตด้านการเกษตร โดยการใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงทำให้เกิดการตกค้าง ของสารเหล่านี้ในดิน และอาจขยายไปสู่แหล่งน้ำและแหล่งต่าง ๆ ในระบบนิเวศ จนเกิดผลต่าง ๆ ตามมา รวมถึงเกิดการสะสม ในสายใยอาหารทางด้านอุตสาหกรรม สารที่ใช้ในกระบวนการผลิตและสารที่เป็นผลเกิดจากกระบวนการผลิต เช่น ตะกั่ว ปรอท
สารหนู เป็นต้น จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีขั้นตอนการกำจัดส่วนที่ตกค้าง ( Residuals ) ให้หมดสิ้นไปได้ยาก และจะเกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย

ที่มา : http://buyphonemobile.blogspot.com/2011/10/mobile-technology.html

4. การสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ 
       การสร้างถนน อ่างเก็บน้ำ เขื่อน นับว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ทรัพยากรหลัก เช่นป่าไม้ถูกทำลาย ทรัพยากรดิน น้ำ สัตว์ป่าจึงพลอย ได้รับ ผลกระทบกระเทือนตามไปด้วย ทำให้มนุษย์เข้าสู่พื้นที่ป่าที่เหลือได้ง่ายกว่าเดิม เนื่องจากการไปมาสะดวก การทำลายจึง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อป่าเสื่อมโทรมหรือหมดไป ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าถูกทำลาย โอกาสถูกล่ามีมากขึ้น สัตว์บางชนิดหาอาหาร เป็นไปด้วยความยากลำบาก ในที่สุดก็สูญพันธุ์ไป เป็นต้น

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=842735

5. การกีฬา 

       ส่วนใหญ่เกิดกับทรัพยากรสัตว์ป่า เช่นการยิงนก ตกปลา และการล่าสัตว์เป็นต้น ถ้าทำเพื่อการกีฬาที่แท้จริงก็ไม่มีปัญหา เรื่องการ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่เมื่อใดที่เป็นการแข่งขันเพื่อทำสถิติด้านจำนวน ขนาดอาวุธร้ายแรงและทันสมัย จะถูกนำมา ใช้มากยิ่งขึ้น สัตว์ป่าที่ได้มาก็จะนำส่วนหนึ่งของที่ได้หรือบางส่วนของร่างกายไปเป็นอาหาร หรือเครื่องใช้เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะทิ้ง ไว้ในป่า ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่คุ้มกับการสูญเสียชีวิตและพันธุกรรมของสัตว์ป่า

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=moonfleet&month=02-2008&date=27&group=18&gblog=6


6. การสงคราม
       ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้มากขึ้น การนำทรัพยากรแร่ธาตุมาใช้เพื่อการผลิตอาวุธและเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายก็ถูกทำลายไป บางครั้งต้องเร่งขุดเจาะน้ำมันดิบเพื่อขาย แล้วนำเงินตราไปซื้ออาวุธที่ทันสมัยมี ประสิทธิภาพการทำลายสูง มาต่อสู้ซึ่งกันและกัน ผลของสงครามก็คือการสูญเสียทั้งสองฝ่ายในด้านทรัพยากรมนุษย์หรือทรัพยากร อื่น ๆ เช่นการทิ้งระเบิด ทำลายชีวิตและทรัพยากรของมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติการทำลายบ่อน้ำมัน ของอีรักในปี พ.ศ 2536 ทำให้สูญเสียทรัพยากร ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นล้าน ๆ ปีในการเกิดไปอย่างน่าเสียดายและยังส่งผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเกือบทั่วโลก

ที่มา : http://board.postjung.com/597649.html
7. ความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 
       หลาย ๆ ครั้งที่คนเราทำลายสิ่งแวดล้อมเพราะความไม่รู้ถึงสาเหตุและผลกระทบ ขาดข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้เราเข้าถึง และสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ในขณะที่นักอนุรักษ์นึกถึงสิ่งแวดล้อมในรูปของระบบนิเวศของธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับนึกถึงวัตถุดิบที่เป็นปัจจัยในการผลิตเป็นต้นทุนนัก เศรษฐศาสตร์ จะนึกถึงทรัพยากรที่ต้องใช้ให้คุ้มค่า ชาวนาจะนึกถึงฝน ภาคท่องเที่ยวนึกถึงเงิน การทำการเกษตรที่ไม่ถูกต้องของเกษตรกร ฯลฯ สังคมยังขาดความเข้าใจถึง สิ่งแวดล้อมในลักษณะรวมที่เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เมื่อเกิดความเสียหายที่ใดที่หนึ่งก็จะมีผลกระทบแก่กันและ กันบางครั้งลืมไปว่า ความสนุกชั่วครู่ชั่วยามของตนเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นธรรมชาติและความงดงาม ของสถานที่ 

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ชีวิตมีภัย

สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ชีวิตมีภัย

   ทุกวันนี้เมื่อเอ่ยถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ทุกคนจะเกิดอาการหนักใจไปตามๆกัน เพราะว่าสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเกิดความเสื่อมโทรมและเกิดภาวะมลพิษอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง หรือ แม้แต่มลพิษทางดิน เมื่อเกิดสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นพิษแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยทั้งร่างการและจิตใจของมนุษย์ เพราะเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย และนับวันปัญหามลพิษต่างๆ มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมมีอยู่มากมาย แต่ที่สําคัญมี 2 ประการ คือ

1. การเพิ่มของประชากร โดยเฉลี่ยประชากรทั่วโลกมีแนวโน้มสูงมากขึ้น เมื่อผู้คนมากขึ้น ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างรวด เร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค สวัสดิการอื่น ๆ การ ประกอบอาชีพ ฯลฯ 

ที่มา : http://board.postjung.com/653083.html

2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี มีการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติเกินความจําเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ก็ช่วยเสริมให้การนําทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ทําได้ง่ายขึ้น มีผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข การศึกษา การว่างงาน ฯลฯ

ที่มา :  http://www.logisticsclinic.com/
ปัญหาเหล่านี้พบมากในประเทศด้อยพัฒนา ประเทศเหล่านี้จําเป็นต้องเร่งพัฒนาด้วยการเร่งการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรกรรมและการอุตสาหกรรมให้มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงถูกนํามาใช้ในการเกษตรรวมทั้งปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ฯลฯ สารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมถูกปล่อยออกมาในรูปควันเสีย ฝุ่นละออง ทําให้เกิดภาวะอากาศเป็นพิ ษ เสียงจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งของมลพิษทางเสียง ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและจากเกษตรกรรมถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ทําให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษ นอกจากนี้ทรัพยากรธรรมชาติยังถูกนํามาใช้อย่างรวดเร็วและเป็นผลให้ สภาพแวดล้อม เปลี่ยนแปลงไป เช่น การทําลายป่า กระบวนการในการเปิดป่าทําเหมือง ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการทําลายสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างน่าเสียดาย


http://greenscape1413.wordpress.com/

ปัญหาดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อเนื่อง ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอลง เนื่องจากมีการใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่ประหยัด เช่น ป่าไม้ถูกทําลาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ การขาดแคลนน้ำ ภาวะมลพิษ เช่น มลพิษทางน้ำ อากาศ ดิน เสียง และความร้อน อันเป็นผลมาจากการเร่งรัดการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม ทวีความรุนแรงขึ้น

ดังนั้นหากมนุษย์ไม่มีจิตสํานึกร่วมกันในการแก้ไขและรักษาสภาพแวดล้อม ย่อมเป็นเหตุให้มนุษย์เราต้องประสบปัญหาในอนาคตมากขึ้นอย่างแน่นอน ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรหันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังช่วยกันควบคุมและป้องกันแก้ไขมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเพื่อจะได้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีตลอดไป .

ที่มา : http://region3.prd.go.th/pr-lampang/showarticle.php?id=101219135106



วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทรัพยากรป่าไม้

ทรัพยากรป่าไม้
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/86911

"ป่าไม้" เป็นศูนย์รวมของสรรพชีวิต เป็นที่ก่อกำเนิดสายน้ำ ชีวิตพืชและสัตว์ที่หลากหลายอีกทั้ง เป็นที่พึ่งพิงและให้ประโยชน์แก่มนุษย์มาแต่โบราณกาล เพราะป่าไม้ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคุมสภาพดินฟ้าอากาศ กำบังลมพายุ ป้องกันบรรเทาอุทกภัย ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน เป็นเสมือนเขื่อนธรรมชาติที่ป้องกันการตื้นเขินของแม่น้ำลำคลอง เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเป็นโรงงานผลิตออกซิเจนขนาดใหญ่ เป็นคลังอาหารและยาสมุนไพร และป่าไม้ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ในผืนป่ายังมีสัตว์ป่านานาชนิดซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในหลายลักษณะ ได้แก่ การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เช่น การควบคุมปริมาณสัตว์ป่าให้อยู่ในภาวะสมดุล การช่วยแพร่พันธุ์พืช การควบคุมแมลงศัตรูพืช เป็นปุ๋ยให้กับดินในป่า เป็นต้น การเป็นแหล่งพันธุกรรมที่หลากหลาย การเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์อื่น และการสร้างรายได้ให้แก่มนุษย์ เช่น การทำการค้าจากชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์ป่า การจำหน่ายสัตว์ป่า และการเปิดให้บริการเข้าชมสวนสัตว์ เป็นต้น ดังนั้น จึงนับว่าป่าไม้ให้คุณประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่มวลมนุษย์เป็นอย่างมากมาย หากป่าไม้เสื่อมถอยไป ย่อมเป็นบ่อเกิดความทุกข์ยากแก่ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย
  • การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยสูญเสีย พื้นที่ป่าไปแล้วประมาณ 67 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยประมาณ 1.6 ล้านไร่ต่อปี กล่าวคือ ปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอยู่ถึงร้อยละ 53.3 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 171 ล้านไร่ และลดลงมาโดยตลอดจนในปี พ.ศ. 2532 ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 27.95 ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 90 ล้านไร่  รัฐบาลในอดีตได้พยายามจะรักษาพื้นที่ป่าโดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทำไม้ในป่าบกทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2532 แต่หลังจากยกเลิกสัมปทานป่าไม้ สถานการณ์ดีขึ้นในระยะแรกเท่านั้น ต่อมาการทำลายก็ยังคงเกิดขึ้นไม่แตกต่างจากสถานการณ์ก่อนยกเลิกสัมปทานป่าไม้เท่าใดนัก โดยพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกก่อนการยกเลิกสัมปทาน (ปี พ.ศ. 2525-2532) เฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 1.2 ล้านไร่ และพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน (ปี พ.ศ. 2532-2541) เฉลี่ย 1.1 ล้านไร่ต่อปี (ตารางที่ 1)
       
ตารางที่ 1 พื้นที่ป่าก่อนและหลังการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ 
รายการ
พื้นที่ป่า (ล้านไร่)
พื้นที่ถูกทำลายเฉลี่ยต่อปี (ล้านไร่)
ปี พ.ศ. 2504
171.0
-
ปี พ.ศ. 2525
97.8
3.5
ปี พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้)
89.6
1.2
ปี พ.ศ. 2541
81.1
1.1

  •  อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2543 มีการประเมินพื้นที่ป่าโดยแปลความจากข้อมูลดาวเทียมมาตราส่วน 1:50,000 พบว่า มีพื้นที่ประมาณ 107 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33.40 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นผลการประเมินขั้นต้นที่ยังไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องภาคพื้นดินจากพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่จะมีพื้นที่ที่มีสภาพทางระบบนิเวศที่สมบูรณ์อยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ได้ทำการประกาศก่อนการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ และจากการนำข้อมูลดาวเทียมปี พ.ศ. 2547 ไปทับซ้อนลงบนข้อมูลดาวเทียมปี พ.ศ. 2543 พบว่า นับจากปี พ.ศ. 2543 จนถึง พ.ศ. 2547 มีพื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกรวม 1,476 แปลง รวมพื้นที่ 3,852,821 ไร่
  • สาเหตุสำคัญของการลดลงของพื้นที่ป่าเกิดจากจำนวนประชากรในประเทศที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจทำให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากป่าไม้มากขึ้น ทั้งในลักษณะของการเป็นที่อยู่อาศัย การตัดไม้เพื่อการค้า การใช้และการเผาพื้นที่ป่าเพื่อการเกษตร การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น สถานที่พักผ่อน สถานตากอากาศ สนามกอล์ฟ เป็นต้น รวมถึงการกว้านซื้อที่ดินเพื่อการเก็งกำไร นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ได้แก่ การสร้างเขื่อน การตัดถนน และการเดินสายไฟแรงสูงก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการทำลายพื้นที่ป่าเป็นบริเวณกว้าง
  • การเกิดไฟป่านอกจากทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าแล้วยังทำให้กล้าไม้เล็กๆ ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก สาเหตุการเกิดไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากการหาของป่า การล่าสัตว์ และการเผาไร่ พื้นที่ที่เกิดไฟป่ามีแนวโน้มลดลงมาโดยตลอด จากปี พ.ศ. 2536 มีการสูญเสียพื้นที่ป่าจากไฟป่าสูงถึง 9.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.84 ของประเทศ จนในปี พ.ศ. 2538 มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าเพียงร้อยละ 1.25 ของประเทศ (4 ล้านไร่) หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว คือ 7 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.23 ของประเทศ ในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งคาดว่าเป็นผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนิโนที่เกิดขึ้น และในปี พ.ศ. 2546 เกิดไฟป่าขึ้นเพียงร้อยละ 0.03 ของประเทศ (0.1 ล้านไร่)  แนวโน้มของพื้นที่ที่เกิดไฟป่าลดลงนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยให้เกิดไฟป่า อีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากประสิทธิภาพในการดูแลและควบคุมไฟป่าของหน่วยงานรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังไฟป่า
  • ในส่วนของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (การคำนวณตัวชี้วัดของโครงการติดตามประเมินผลการแปลงนโยบาย แผนและมาตรการไปสู่การปฏิบัติ) หมายรวมถึง พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ป่าชายเลน ในปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร้อยละ 17.66 ของประเทศ หรือประมาณ 90.6 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทย คือ ร้อยละ 25 ของประเทศ 
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการรักษาเสถียรภาพเชิงนิเวศวิทยาและการอนุรักษ์ความหลากหลายด้านชีววิทยา เป็นสถานที่พิเศษสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งความรู้ทางการศึกษา แต่การประกาศพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่เคยอาศัยในพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ทรัพยากรในอุทยานแห่งชาติได้ อย่างไรก็ดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้พยายามเสริมสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและบริหารจัดการป่าไม้ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ได้ในแนวทางการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน ให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลและบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติบางส่วน และให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
  • นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีคุณค่าและความสำคัญต่อวิถีชีวิต ทั้งของมนุษย์ พืชและสัตว์ โดยเฉพาะเป็นถิ่นที่อยู่ของนกน้ำ ประกอบด้วย ป่าชายเลน ป่าพรุ หนอง บึง สนุ่น ทุ่งนา ทะเลสาบ และแม่น้ำ กระจายอยู่ทั่วประเทศรวมเนื้อที่ประมาณ 21.36 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 6.75 ของพื้นที่ประเทศ สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำที่ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ความสำคัญระหว่างประเทศของอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำ หรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Ramser Convention) มีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ 1) พรุควนขี้เสียน ในเขตห้ามล่าสัตว์ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง 2) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย 3) พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม 4) พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่ 5) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จังหวัดเชียงราย 6) พื้นที่ชุ่มน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (พรุโต๊ะแดง) จังหวัดนราธิวาส 7) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง-ปากน้ำตรัง จังหวัดตรัง 8) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง 9) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 10) พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา
มูลค่าความเสียหาย
  •   การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศ และประโยชน์ที่จะได้รับจากทรัพยากรป่าไม้ทั้งที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้นในการประเมินการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้จะประเมินจากมูลค่าประโยชน์ของป่าที่คำนึงถึงประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตจากงานของ TDRI และ HIID (1995) โดยงานวิจัยนี้ทำการประเมินมูลค่ารวม (total economic value) ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งที่เป็นมูลค่าจากการใช้ (Use value) ในส่วนของมูลค่าด้านนันทนาการ (recreational value) และมูลค่าจากการมิได้ใช้ (Non-use value) ในส่วนของมูลค่าของการดำรงอยู่ (existence value) มูลค่าเพื่อลูกหลานในอนาคต (bequest value) และมูลค่าเผื่อจะใช้ (option value) มูลค่ารวมของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ประเมินได้จากงานวิจัยครั้งนี้เท่ากับ 3,080 ล้านบาทต่อปี (ราคาปี พ.ศ. 2537) หรือประมาณ 2,272 บาทต่อไร่ต่อปี และเมื่อปรับราคาเป็นราคาปี พ.ศ. 2547 จะมีมูลค่าประมาณ 3,167.88 บาทต่อไร่ต่อปี 
  • ในการคำนวณมูลค่าการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้จะประเมินโดยพิจารณาจากเป้าหมายของประเทศที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ โดยประเมินจากส่วนต่างของพื้นที่ป่าไม้กับเป้าหมายโดยใช้มูลค่าป่าต่อไร่จากงานของ TDRI และ HIID (1995) โดยคิดเป็นมูลค่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพราะในปีดังกล่าวพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งเท่ากับเป้าหมายที่ภาครัฐได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ข้อมูลพื้นที่ป่าจะใช้ข้อมูลจากสถิติการเกษตรรายปี ซึ่งรวบรวมโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ดังนั้นในการคำนวณหาต้นทุนจากการสูญเสียพื้นที่ป่าจึงคำนวณมูลค่ารายปี มีมูลค่าเฉลี่ยเท่ากับ 80,813 ล้านบาทต่อปี
  • การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ย่อมหมายถึงการสูญเสียประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ทั้งที่เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ (Use value) และประโยชน์ที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ (Non-use value) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าไม้ในแต่ละพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน การใช้มูลค่าเดียวในการประเมินประโยชน์อาจไม่ถูกต้องนัก ดังนั้น จึงควรมีการศึกษามูลค่าทรัพยากรป่าตามประเภทของป่าในลักษณะต่างๆ เนื่องด้วยป่าแต่ละประเภทมีความหลากหลายทางชีวภาพแตกต่างกัน เพื่อให้การประเมินมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น
ทัศนคติของประชาชน
  • ผลสำรวจทัศนคติของประชาชนที่มีต่อปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า ประชาชนร้อยละ 16.3 มีความเห็นว่าปัญหาการสูญเสียป่าไม้เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ
ที่มา : http://www.thaienvimonitor.net/Concept/priority1.htm

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ที่มา : hthttp://www.xn--12co9drbac8a9as5aiidh8isei1npa.com/content/index.php?page=content&type=view&cat=18&id=297

- ป่าไม้ของประเทศไทยถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วตามแรงหนุนเนื่องของประชากรที่เพิ่มขึ้นผนวกกับพลังผลักดันทางเศรษฐกิจระบบทุนนิยมเสรีที่มุ่งค้าขาย โดยใช้ป่าเป็นตัวสำคัญเชิงพาณิชย์ การเช่นนี้ก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งเนื่องจากต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อยามน้ำหลากก็เกิดน้ำท่วมฉับพลันและมีการพังทลายของดินอย่างรุนแรง จนเป็นปัญหาต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นทุกข์ร้อนของแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวยิ่งนัก โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงห่วงใยเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เริ่มเสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติเป็นต้นมา 

ป่าไม้สาธิต... พระราชดำริเริ่มแรกส่วนพระองค์

-  ในระยะต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นประจำแทบทุกปี โดยในระยะแรกจะเสด็จฯ ด้วยรถไฟพระที่นั่ง ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมดีขึ้น จึงเสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่ง ประมาณปี พ.ศ. 2503-2504 ขณะเสด็จพระราชดำเนินผ่านจังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี เมื่อรถยนต์พระที่นั่งผ่านอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีนั้น มีต้นยางขนาดใหญ่ปลูกเรียงรายทั้งสองข้างทาง จึงได้มีพระราชดำริที่จะสงวนบริเวณป่ายางนี้ไว้ให้เป็นส่วนสาธารณะ แต่ในระยะนั้นไม่อาจดำเนินการได้เนื่องจากต้องจ่ายเงินค่าทดแทนในอัตราที่สูง เพราะมีราษฎรมาทำไร่ทำสวนในบริเวณนั้นจำนวนมาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มทดลองปลูกต้นยางด้วยพระองค์เอง โดยทรงเพาะเมล็ดยางในกระถางบนพระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล และได้ทรงปลูกต้นยางนั้นในแปลงป่าไม้ทดลองในบริเวณแปลงทดลองปลูกต้นยางนาพร้อมข้าราชบริพาร เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 จำนวน 1,250 ต้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณที่ประทับสวนจิตรลดาในลักษณะป่าไม้สาธิต นอกจากนี้ยังได้สร้างพระตำหนักเรือนต้นในบริเวณป่าไม้สาธิตนั้นเพื่อทรงศึกษาธรรมชาติวิทยาของป่าไม้ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้งในปี พ.ศ. 2508

แนวพระราชดำริด้านป่าไม้: ทรงคิดค้นนานาวิธีที่จะอนุรักษ์ป่าไม้ให้ยืนยง


- ทรงสร้างความตระหนักให้มีความรักป่าไม้ด้วยจิตสำนึกร่วมกัน (Awareness and Sharing Participation) มากกว่าวิธีการใช้อำนาจบังคับ ณ หน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ ในปี พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้มีการปลูกต้นไม้ 3 ชนิด ที่แตกต่างกัน คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ เพื่อจะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนประการสำคัญนั้นมีพระราชดำริที่ยึดเป็นทฤษฎีการพัฒนาด้านป่าไม้โดยปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนว่า
...เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็พากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง... นับเป็นทฤษฎีที่เป็นปรัชญาในด้านการพัฒนาป่าไม้ที่ยิ่งใหญ่โดยแท้ ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฎธรรมชาติ(Natural Reforesrtation)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ลงเป็นอย่างมาก จึงทรงพยายามค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณของป่าไม้ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร โดยมีวิธีการที่เรียบง่ายและประหยัดในการดำเนินงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริหลายวิธี คือ

ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ด้วยวิธีการ 3 วิธี ได้แก่  

...ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตมาเป็นป่าสมบูรณ์โดยไม่ต้องไปปลูกเลยสักต้นเดียว..

....ไม่ไปรังแกป่าหรือตอแยต้นไม้เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเองได้เท่านั้น..

...ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทำอะไรเพราะตอไม้ก็จะแตกกิ่งออกมาอีกถึงแม้ต้นไม่นสวยแต่ก็เป็นไม้ใหญ่ได้..

ปลูกป่าในที่สูง ทรงแนะนำวิธีการ ดังนี้


...ใช้ไม้จำพวกที่มีเมล็ดทั้งหลายขึ้นไปปลูกบนยอดที่สูง เมื่อโตแล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะลอยตกลงมาแล้วงอกเองในที่ต่ำต่อไป เป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ...

ปลูกป่าต้นน้ำลำธาร หรือ การปลูกป่าธรรมชาติ ทรงเสนอแนวทางปฏิบัติว่า

ปลูกต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิม คือ...ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั้งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามรายการชนิดต้นไม้ที่ศึกษาได้...

งดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม คือ ...ไม่ควรนำไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาปลูกโดยยังไม่ได้ศึกษาอย่างแน่ชัดเสียก่อน... 



ที่มา : http://www.rdpb.go.th/rdpb/front/king/King_7.aspx

การปลูกป่าทดแทน 

   ในขณะนี้ประเทศไทยเรามีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศประมาณการได้เพียง 80 ล้านไร่เท่านั้น หากจะเพิ่มเนื้องที่ป่าไม้ให้ได้ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศแล้ว คนไทยจะต้องช่วยกันปลูกป่าถึง 48 ล้านไร่ ดยใช้กล้าไม้ปลูกไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านต้น ใช้เวลาถึง 20 ปี จึงจะเพิ่มป่าไม้ได้ครบเป้าหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น 

การปลูกป่าทดแทนจึงเป็นแนวทฤษฏีการพัฒนาป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานมรรควิธีในการปลูกป่าทดแทน เพื่อคืนธรรมชาติสู่แผ่นดินด้วยวิถีทางแบบผสมผสานกันในเชิงปฏิบัติดังพระราชดำริความตอนหนึ่งว่า

...การปลูกป่าทดแทนจะต้องทำอย่างมีแผนโดยการดำเนินการไปพร้อมกับการพัฒนาชาวเขาในการนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทาน และฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกันสำรวจต้นน้ำในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อวางแผนปรับปรุงต้นน้ำและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง...

วิธีการปลูกป่าทดแทน

  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานคำแนะนำให้มีการปลูกป่าทดแทนตามสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะแวดล้อมของพื้นที่ที่เหมาะสมกล่าวคือ ปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกแผ้วถางและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

...การปลูกป่าทดแทนในพื้นที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ถูกบุกรุกแผ้วถางจนเป็นภูเขาหัวโล้น แล้วจำต้องปลูกป่าทดแทนเร่งด่วนนั้นควรจะทดลองปลูกต้นไม้ชนิดโตเร็วคลุมแนวร่องน้ำเสียก่อน เพื่อทำให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้ำ ซึ่งจะทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่า เพราะไฟจะเกิดง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น ในปีต่อไปก็ให้ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ถัดขึ้นไป ความชุ่มชื้นก็จะแผ่ขยายกว้างต่อไปอีก ต้นไม้จะงอกงามดีตลอดทั้งปี...

การปลูกป่าทดแทนตามไหล่เขา

...จะต้องปลูกต้นไม้หลายๆ ชนิด เพื่อให้ได้ประโยชน์อเนกประสงค์ คือ มีทั้งไม้ผล ไม้สำหรับก่อสร้าง และไม้สำหรับทำฟืน ซึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องใช้เป็นประจำ ซึ่งเมื่อตัดไม้ใช้แล้ว ก็ปลูกทดแทนหมุนเวียนทันที...

การปลูกป่าทดแทนบริเวณต้นน้ำบนยอดเขาและเนินสูง

...ต้องมีการปลูกป่าโดยปลูกไม้ยืนต้นและปลูกไม้ฟืน ซึ่งไม้ฟืนนั้นราษฎร สามารถตัดไปใช้ได้ แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนแบบธรรมชาติ ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย...

ให้มีการปลูกป่าที่ยอดเขา เนื่องจากสภาพป่าบนที่เขาสูงทรุดโทรม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อลุ่มน้ำตอนล่าง และคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีเมล็ดเป็นฝักเพื่อให้เป็นกระบวนการธรรมชาติปลูกต่อไปจนถึงตีนเขา

ปลูกป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำ หรือเหนืออ่างเก็บน้ำที่ไม่มีความชุ่มชื้นยาวนานพอ

ปลูกป่าเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำและแหล่งน้ำให้มีน้ำสะอาดบริโภค

ปลูกป่าให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยให้ราษฎรในท้องที่นั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโต นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ราษฎรเห็นความสำคัญของการปลูกป่า

ปลูกป่าเสริมธรรมชาติ เพื่อเป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยแก่สัตว์ป่า

บัดนี้ ในหลายโครงการที่เป็นการปลูกป่าทดแทนตามแนวพระราชดำริได้บรรลุผลสัมฤทธิ์น่าพึงพอใจ อาทิเช่น โครงการปลูกป่าชัยพัฒนาแม่ฟ้าหลวง ที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย และที่หนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการปลูกสร้างสวนป่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาต่างๆ โครงการสวนป่าสิริเจริญวรรษ จังหวัดชลบุรี โครงการปลูกป่าห้วยองคต จังหวัดกาญจนบุรี โครงการปลูกป่าเสริมธรรมชิตในและนอกเขตภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เป็นต้น